วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ชื่อสถานศึกษา     โรงเรียนปริยัติสามัญวัดไพรสณฑ์ศักดาราม 
สังกัด สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
กำเนิดของโรงเรียน วันที่ 8  มิถุนายน  พ.ศ. 2519
ตราโรงเรียน                           
รูปตราพระเกี้ยว ร.๕ อยู่ในวงล้อมตราพระธรรมจักรมี พ.ศ.2520 

อยู่ฐานรูปพระเกี้ยว
เปิดสอนตั้งแต่ระดับ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ถึงระดับ  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
อัตลักษณ์โรงเรียน ประพฤติดี  มีคุณธรรม  ดำรงพุทธศาสนา
เอกลักษณ์โรงเรียน ใฝ่เรียนรู้ปริยัติ  ปฏิบัติตนเป็นศาสนทายาทที่ดี
ปรัชญาโรงเรียน ธมฺมิกวิชฺชา   ความรู้คู่คุณธรรม
คำขวัญโรงเรียน การเรียนเป็นเลิศ  วินัยประเสริฐ  เชิดชูพระพุทธศาสนา
คติธรรม ธมฺมจารี  สุขํเสติ ผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่เป็นสุข
สีประจำโรงเรียน ชมพู  ขาว มีความหมายดังนี้
สีชมพู   หมายถึง  สีประจำของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า

                        เจ้าอยู่หัว (ร.๕)
สีขาว    หมายถึง  สะอาดบริสุทธิ์
ดอกไม้ประจำโรงเรียน ดอกเข็ม 
อักษรย่อ ปส.
ตั้งอยู่ที่ 
91  ถนนพิทักษ์  ในเขตชุมชนไพรสณฑ์  เทศบาลเมืองหล่มสัก  
อำเภอหล่มสัก   จังหวัดเพชรบูรณ์    67110 
เนื้อที่โรงเรียน ที่ดินของวัดทั้งหมด      12  ไร่    3  งาน  35  ตารางวา
ใช้เป็นโรงเรียนจำนวน   3  ไร่   3   งาน   -  ตารางวา
โทรศัพท์ 0-5670-1480
โทรสาร 0–5670-2269
เว็บไซด์ www.phraison.com
ผู้จัดการโรงเรียนชื่อ  พระปริยัติพัชราภรณ์  อายุ  65 ปี  วุฒิการศึกษา ป.ธ.6 , 
ปริญญาโท (M.Ed.) สาขาบริหารการศึกษา
สังกัดวัดไพรสณฑ์ศักดาราม   ตำบลหล่มสัก  อำเภอหล่มสัก  

จังหวัดเพชรบูรณ์   ได้รับแต่งตั้งเมื่อ  1  มิถุนายน  2541
ตำแหน่ง (พระสังฆาธิการ) รองเจ้าคณะจังหวัดเพชรบูรณ์
หัวหน้าสถานศึกษาชื่อ พระครูนิวิฐศุภการ 
อายุ  61 ปี  วุฒิการศึกษา  ป.4 ,น.ธ.เอก , ป.ธ.4,
สังกัด วัดไพรสณฑ์ศักดาราม   ตำบลหล่มสัก  อำเภอหล่มสัก  

จังหวัดเพชรบูรณ์   ได้รับแต่งตั้งเมื่อ 15  มิถุนายน  2531  
ตำแหน่ง  ( พระสังฆาธิการ )  ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไพรสณฑ์ศักดาราม  
พระอารามหลวง
สภาพอาคารเรียน
            อาคารเดิมสร้างเมื่อ พ.ศ. 2512  เป็นอาคารไม้ สองชั้น 
มี 7 ห้อง สร้างจากผู้มีจิตศรัทธาหลายท่านโดยการนำของอดีตเจ้าอาวาส  
พระครูปริยัติธาดา ( ไพฑูรย์  อคคธมโม – ไชยสิงห์ ) ปัจจุบันยังใช้
เป็นห้องปฏิบัติการ ด้านการเรียนการสอน การปฏิบัติงานของครูอาจารย์
ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สภาพใช้การได้ดี

           อาคารใหม่สร้างเมื่อ พ.ศ.2542  เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก  

สูง 4 ชั้น  กว้าง 12 เมตรครึ่ง  ยาว 56 เมตร  มีห้องสำหรับใช้สอยทั้งหมด
 21 ห้อง   ชั้นที่หนึ่ง เป็นห้องผู้บริหาร ห้องพักครู - ฝ่ายพระ – ฆราวาส    
ห้องสมุด ม.มจร.  ห้องสุขา   ชั้นที่สอง  ห้องสำนักงานโครงการขยาย
ห้องเรียน ห้องพักคณาจารย์ คณะพุทธศาสตร์ ฯ  ห้องประชุมเล็ก  และ
ห้องเรียนพระนิสิต    ชั้นที่สาม  ห้องเรียน ระดับมัธยมศึกษา (ม.1,2,3) 
ห้องโสตทัศน-ศึกษา – ห้องคลินิกวิชาการ  ( เรียนทางไกล ผ่านดาวเทียม ) 
ห้องคอมพิวเตอร์  ชั้นที่สี่  ห้องประชุมสำหรับปฏิบัติกิจกรรมรวม
โรงเรียนในเขตบริการ
โรงเรียนพระปริยัติธรรม  ในเขต ปกครองคณะสงฆ์   อำเภอหล่มสัก  
จังหวัดเพชรบูรณ์ โรงเรียนพระปริยัติธรรม ในเขตปกครองคณะสงฆ์ตำบล 
ที่ใกล้เคียงทุกตำบล
วัดที่มีพระภิกษุสามเณรอาศัยในเขต และนอกเขตเทศบาลที่สามารถ

มาเรียนได้สะดวก รวมวัดที่มีนักเรียนอยู่อาศัยจำนวน   20  แห่ง
ลักษณะของชุมชน
          โรงเรียนปริยัติสามัญวัดไพรสณฑ์ศักดาราม  ตั้งอยู่เลขที่ 91
 ถนนพิทักษ์ ในเขตชุมชน เทศบาลเมืองหล่มสัก  อำเภอหล่มสัก  
จังหวัดเพชรบูรณ์  เป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา 
วัดไพรสณฑ์ศักดาราม และเป็นโรงเรียนขนาดกลาง   อยู่ห่าง
ที่ว่าการอำเภอหล่มสัก  ประมาณ 500 เมตร  ห่างจากตัวจังหวัดเพชรบูรณ์ 
ประมาณ  45  กิโลเมตร  ตั้งอยู่บนพื้นที่ของวัดไพรสณฑ์ศักดาราม 
พระอารามหลวง ซึ่งมีเนื้อที่ทั้งสิ้น  12  ไร่ 3  งาน  35 ตารางวา 
ตามโฉนดที่ดินหมายเลขที่ 221  และที่ธรณีสงฆ์ 1 แปลง ที่ตำบลหล่มสัก
 มีเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 93 ตารางวา โฉนดที่ดินหมายเลขที่ 221 หน้าที่ 21 
บริเวณใกล้เคียง ดังนี้
ทิศเหนือ  ติดต่อกับที่บ้านและที่สวนของ นางวรรณทอง  ไชยสุวรรณ
ทิศใต้   ติดต่อกับซอยปริยัติธรรม (ซอยเทศบาลเมืองหล่มสัก 
ทางออก ถนนวจี – พิทักษ์ )
ทิศตะวันออก ติดต่อกับถนน พิทักษ์ และแม่น้ำแควป่าสัก
ทิศตะวันตก ติดต่อกับโรงสีข้าว,โรงงานกระเทียมดอง,หมู่บ้านชาวหล่มสัก 
และถนนวจีสัตยารักษ์
ในชีวิตของคนเรา มีทั้งสิ่งที่ดี และไม่ดี
ชีวิตคนเราเปรียบเสมือนผ้าขาว ที่คอยรับสิ่งสกปรก ไม่ชวนมองได้ทุกเมื่อ แล้วเราจะทำอย่างไร ที่จะสามารถให้ผ้าขาวนี้ ปราศจากความหม่นหมอง
สิ่งนั้นคือการรักษาความดี ละเว้นความชั่วทั้งทางกาย วาจา ใจ
หมั่นทำบุญ สร้างกุศลกรรมให้มากๆๆ เพื่อที่จะได้เป็นที่พึ่ง เป็นสรณะของตัวเรา ในภายภาคหน้า

ในการทำบุญนั้น เราทำได้หลากหลายวิธี นับตั้งแต่การทำบุญใส่บาตร ฟังธรรมเทศนาจากพระสงฆ์ และสงเคราะห์ทานแก่บุคคล เป็นต้น
ผลของการทำทาน จะเป็นสิ่งที่เราได้รับอานิสงฆ์จากผลของทานนั้น คือความสุข
เป็นความสุขทางกาย ที่ได้ทำทาน และความสุขทางใจ ที่ได้เห็นว่าการทำทานนั้นได้ประโยชน์แก่บุคคลหรือมวลมิตรทั้งหลาย
ในภายภาคหน้า เมื่อเราละสังขารจากโลกนี้ไปแล้ว หาได้ละจากคุณความดีไม่ ผลของทานนั้นจะมาสนองเรา เมื่อเรา พร้อมที่จะได้รับผลแห่งทานนั้น

ส่วนอีกเรื่อง แถมให้ครับ

ความทุกข์ของพ่อแม่

ท่านทราบหรือไม่ว่า ผู้ให้กำเนิดหรือพ่อแม่ของเรา ท่านมีความทุกข์อย่างไร
ในทางพุทธศาสนา แบ่งความทุกข์ของพ่อแม่เป็น 3 อย่างคือ
1. ทุกข์เพราะไม่มีลูก
2. ทุกข์เพราะลูกชั่ว
3. ทุกข์เพราะลูกตาย

เพราะฉะนั้นลูกๆๆทุกคน จงพึงระมัดระวัง อย่าให้ท่านต้องมีความทุกข์ เพราะเหตุนี้เลย


สาธุ!!!!!!!! กับทุกคะแนนที่ให้กับความพยายามพิมพ์ของผม(ผมพิมพ์ไม่เก่ง) ไม่ขอคะแนนมากมาย แต่อยากให้ได้อ่าน จะได้บุญกุศลกันถ้วนหน้าครับ
ในภาวะที่บ้านเมืองของเราเต็มไปด้วยปัญหามากมายหลายด้าน ทั้งปัญหาส่วนตัวและปัญหาสังคม มีการแข่งขันกันในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการศึกษา หน้าที่การงาน แต่น้อยนักที่จะมีการแข่งขันกันในเรื่องของการทำความดี

ความดี หมายถึง การกระทำ ที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและส่วนรวม ความดีเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา ต่างอยากจะได้ความดีกันทุกคน เพราะความดีย่อมก่อให้เกิดผลดีต่อคนที่ทำความดี

ความดี เป็นสิ่งที่ไม่ใช่จะทำกันได้ง่ายๆ แต่ก็ใช่ว่าจะทำได้ยาก ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับผู้ทำว่ามีความใส่ใจ สนใจในการทำความดีมากน้อยขนาดไหน สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ความดีอันคนดีทำได้ง่าย ความดีอันคนชั่วทำได้ยาก ดังนั้น ความดีจึงเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายสำหรับคนดี แต่เป็นเรื่องยากที่จะทำสำหรับคนชั่ว แต่ในทางกลับกัน ความชั่ว เป็นสิ่งที่คนชั่วกระทำชั่วได้ง่ายดาย แต่คนดีนั้นไซร้จะทำชั่วได้ยากยิ่งแท้ ดั่งพระพุทธภาษิตที่ว่า ความชั่วอันคนชั่วทำได้ง่าย ความชั่วอันคนดีทำได้ยาก

ความดีนั้น ถ้าแบ่งตามลักษณะการทำ มีอยู่ 3 ทางด้วยกัน คือ ทำดีทางใจ ทำดีทางวาจา และทำดีทางกาย

1.ทำ ดีทางใจ หมายถึง การที่เรามีความคิดที่ดีมีเมตตา ปรารถนาดีต่อคนอื่น ไม่คิดความพยาบาท ไม่คิดโลภอยากได้ของคนอื่น เอาใจเป็นที่ตั้ง คิดแต่สิ่งดีๆ มองโลกในแง่ดีเสมอ และถ้าใจดี ถ้าคิดดี แล้วก็จะทำให้มีวาจาดี ทำดีทางกายไปด้วย

2.ทำดีทางวาจา หมายถึง การพูดดีนั่นเอง คือ พูดจริง พูดสุภาพ พูดสร้างสามัคคี และพูดมีประโยชน์ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ

3.ทำดีทางกาย หมายถึง การช่วยเหลือคนอื่นด้วยแรงกายของเรา การไม่เอากำลังกายไปทำร้ายเบียดเบียนใคร การทำงานที่สุจริต เป็นต้น

ความ ดีทั้ง 3 ลักษณะนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนควรทำให้มากๆ ทำให้บ่อยๆ เราทำความดีขณะใด เมื่อใด ด้วยกาย วาจา ใจ ชื่อว่าได้ทำดีในขณะนั้น เมื่อนั้น

เหตุดังนั้น การทำความดี ก็คือการสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้แก่ตนเองและแก่คนอื่นๆ ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ ถ้าอยากได้ดีก็ต้องทำความดี ไม่ต้องรอหรือเกรงใจ เพราะความดีย่อมก่อให้เกิดผลดีต่อคนที่ทำความดี คือมีความสุข ความชั่วย่อมก่อให้เกิดผลชั่วต่อคนที่ทำความชั่วคือทุกข์กายทุกข์ใจ..